นักเรียนข้าใครอย่าแตะ แตะได้ถ้าไม่กลัวโดนเตะ

เฮนรี เฉิน (Donnie Yen) อดีตหน่วยรบพิเศษหนุ่มใหญ่ สมัครเข้าเป็นครูในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในฮ่องกง ซึ่งโรงเรียนที่ว่านี้สถานะทางการเงินเข้าขั้นวิกฤติและไม่รู้จะถูกสั่งปิดเมื่อไหร่ ในทีแรกครูใหญ่ของโรงเรียนจึงตัดสินใจไม่รับเขาเข้าทำงาน แต่ด้วยหนังสือรับรองจากใครบางคนทำให้ เฉิน ได้สอนในโรงเรียนแห่งนั้น แต่ห้องเรียนที่เขาได้ไปเป็นครูประจำชั้น คือชั้นมัธยมปีสุดท้ายห้องบ๊วยสุดที่มีแต่เด็กนักเกรียน เพียงแค่วันแรกที่เข้าไปสอน เฉิน ก็ต้องเจอกับสารพัดการไม่ให้ความร่วมมือในการสอนของเขา เมื่อนักเรียนทุกคนก็เอาแต่สนใจในสิ่งที่อยู่ตรงหน้าตัวเอง

แต่ เฉิน ที่ตั้งมั่นพยายามในการเป็นครูของตนเองในครั้งนี้ ก็พยายามเข้าหาและโน้มน้าวนักเรียนของตัวเองได้ทีละน้อย ทั้งยังเอาใจใส่นักเรียนที่มีปัญหาส่วนตัวเป็นพิเศษ ด้วยการพยายามแก้ไขปัญหาให้กับพวกเขาและชี้นำแนวทาง ที่จะทำให้นักเรียนเดินตามฝันได้สำเร็จ แต่ปัญหาใหญ่เลยก็คือนักเรียนบางคน พาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับพวกมาเฟีย ที่นอกจากจะมีแค้นส่วนตัวกันแล้ว พวกนั้นยังได้รับมอบหมายให้ทำอย่างไรก็ได้ เพื่อปิดโรงเรียนมัธยมแห่งนี้และเปลี่ยนที่ดินผืนนั้นเป็นศูนย์การค้าให้สำเร็จ

หนังคอมเมดี้ แอคชั่น จากเจ้าพ่อหนังบู๊ ดอนนี่ เยน ที่ว่ากันตามตรง หากใครหวังจะดูแอคชั่นมัน ๆ คงแอบผิดหวังแน่นอน เพราะหนังให้น้ำหนักจากความเป็น คอมเมดี้ และเรื่องราวความสัมพันธ์ ระหว่างครูเฉินกับนักเรียนของเขามากกว่า กว่าจะมีฉากแอคชั่นก็ช่วงกลางกับท้ายเรื่องเข้าไปแล้ว แต่ถึงจะมีน้อยก็ต้องบอกว่า ดอนนี่ เยน ก็ถือว่าทำได้สมศักดิ์ศรีนะ เพราะฉากแอคชั่นของหนังก็ทำออกมาได้ดี ยังคงสไตล์ความเป็น ดอนนี่ เยน อยู่เต็มเปี่ยม

การนำเสนอของหนังแม้จะเล่าแบบรวดรับตัดตอน ดูหลวม ๆ ง่าย ๆ ก็จริง แต่ก็ถือว่าครบถ้วนใจความที่หนังพยายามสื่อสาร ไม่ว่าจะในมุมมองความเป็นครู การพยายามเข้าหานักเรียน พยายามจูงใจหาสิ่งที่นักเรียนสนใจ เพื่อเข้าถึงความคิดและดึงนักเรียนเข้าหาสิ่งที่ครูพยายามสื่อสาร หรือการที่ครูอย่าง เฉิน เข้าไปแก้ไขปัญหาส่วนตัวให้กับนักเรียน คือถึงแม้มุมนี้มันจะดูอุดมคติเกินไป แต่การที่ครูคนนึงพยายามเข้าถึงปัญหาที่บ้านของนักเรียน และพยายามทำความเข้าใจ มันก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่หนังหยิบเอามุมนี้มานำเสนอ

อย่างต่อมาก็คือ การเข้าใจความใฝ่ฝันของนักเรียน มันสอดคล้องกับส่วนแรกที่ครูพยายามเข้าหาและสื่อสารกับนักเรียน เพราะมันทำให้ครูรู้ว่าเด็กแต่ละคนนั้นมีความสนใจในเรื่องไหน เพียงแต่เรื่องที่มันเป็นปัญหาก็คือ เด็กบางคนไม่รู้ว่าทำอย่างไรถึงจะเดินไปถึงฝันได้ แล้วบางคนอาจจะมองข้ามไปว่า การให้ความสำคัญกับการเรียนนี่แหละ ที่จะสามารถสร้างฝันให้เป็นความจริงได้ เพราะหากมีความฝันแต่ไม่มีความรู้แล้ว จะทำความฝันสำเร็จได้ยังไง

เด็กนักเรียนของ เฉิน บางคนชอบรถเขาก็จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับรถ เครื่องยนต์ ระบบต่างๆ ไม่ใช่เพียงแค่เปิดดูรูปสวยๆในนิตยสารรถแข่งเท่านั้น บางคนชอบดนตรีชอบการร้องเพลง แต่หากไม่มีความรู้ทางดนตรีเล่นไม่เก่ง ร้องไม่ได้ ก็คงไม่สามารถไปตามฝันของตัวเองได้

บางคนชอบเล่นเกม วันทั้งวันอยู่แต่โลกส่วนตัวที่สร้างขึ้นมาหน้าจอ ก็จำเป็นต้องมีความรู้ด้าน IT เพื่อความฝันที่ว่า จะสร้างเกมของตัวเองออกมา อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า Big Brother (2018) เรื่องนี้ให้น้ำหนักกับเนื้อเรื่องค่อนข้างเยอะ แม้จะเล่าได้ไม่ไหลลื่นดีงามอะไรนัก แต่ใจความที่พยายามสื่อสารก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

หนังแอบใส่มุมน่ารักกุ๊กกิ๊กเข้ามาเล็กน้อย (มาก ๆ) ระหว่างตัวละคร เฉินกับครูสาว (เฉิน เฉียวเอิน) อีกคนหนึ่งในโรงเรียน จริง ๆ น่าจะใส่เข้ามาเยอะกว่านี้อีกสักหน่อยนะ แอร์ไทม์ของ เฉิน เฉียวเอิน ในเรื่องนี้ก็น้อยเอามาก ๆ จนน่าเสียดายเหมือนกัน

      สรุปแล้ว Big Brother (2018) เป็นหนัง คอมเมดี้ แอคชั่น ที่คอแอคชั่นคงไม่ฟินนะ แต่หากเป็นแฟนพระเอกนักบู๊อย่าง ดอนนี่ เยน แล้วอยากดูการแสดงในคาแรคเตอร์อื่นของเขาบ้างก็ถือว่าน่าเก็บไว้พิจารณา เพราะแน่นอนว่าแอคชั่นสไตล์ของพระเอกคนนี้ ก็ยังมีมาขายแฟนหนังของเขาอยู่ แม้จะน้อยไปบ้างก็ตามสำหรับเรื่องนี้